The Gang
Get In Touch
Back to Blog

ในยุคที่ password ไม่พอ: ทำไมองค์กรต้องรู้จัก Zero Trust

ในยุคที่ password ไม่พอ: ทำไมองค์กรต้องรู้จัก Zero Trust

ลองนึกภาพตามว่าในอดีต การคุ้มครองข้อมูลของบริษัทก็เหมือนกับการสร้างกำแพงเมืองสูงใหญ่ ขอแค่เรามีรั้วที่แข็งแรง มีรปภ. เฝ้าประตูทางเข้า และให้พนักงานทุกคนใช้ รหัสผ่าน (Password) เพื่อผ่านประตูเข้ามาได้ คนข้างในก็จะถูกมองว่าเป็นคนกันเองที่ไว้ใจได้ 100%

แต่ตัดภาพมาที่โลกการทำงานยุคนี้ พนักงานนั่งทำงานจากคาเฟ่ ใช้โน้ตบุ๊กส่วนตัวเชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะ หรือเข้าถึงระบบผ่าน Cloud จากที่ไหนก็ได้บนโลก กำแพงเมืองแบบเดิมจึงไม่มีอยู่อีกต่อไป

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ แค่ Password เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถปกป้ององค์กรได้อีกแล้ว แฮกเกอร์ในปัจจุบันมีวิธีหลอกล่อเอา Password ไปได้ง่าย ๆ หรือถ้าโชคร้ายมีหลุดไปแค่อุปกรณ์เดียว แฮกเกอร์ก็พร้อมที่จะเข้าถึงทุกส่วนในระบบภายในของคุณทันที

นี่จึงเป็นเหตุผลที่โลกไซเบอร์ต้องก้าวเข้าสู่แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Zero Trust”

Thumbnail Blog-2.jpg

Zero Trust คืออะไร? (ฉบับเข้าใจง่ายใน 1 ประโยค)

Zero Trust แปลตรงตัวคือ “ไม่ไว้วางใจใครเลย”

หัวใจสำคัญของมันสั้นมาก นั่นคือ “Never Trust, Always Verify” (อย่าไว้ใจใคร และต้องตรวจสอบเสมอ)

แนวคิดของ Zero Trust มองว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะเป็นประธานบริษัท เป็นหัวหน้าทีม หรือเชื่อมต่อมาจากคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ ระบบจะปฏิบัติกับทุกคนเหมือนเป็น “คนนอก” ไว้ก่อนเสมอ ทุกครั้งที่จะเข้าถึงข้อมูลหรือแอปพลิเคชัน ระบบจะต้องขอตรวจสอบตัวตนอย่างเคร่งครัดทุกครั้ง ไม่มีคำว่ายกเว้นแม้เป็นคนในองค์กร

Thumbnail Blog-3.jpg

3 หัวใจหลักของ Zero Trust ที่ทำให้องค์กรปลอดภัยขึ้น

ถึงแม้ว่าแนวคิดและระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์นี้อาจฟังดูใจร้ายไปสักนิดที่ไม่ยอมไว้ใจใครเลย แต่ในมุมของความปลอดภัยไซเบอร์ แนวคิดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 หลักการสำคัญ:

1. ตรวจสอบอย่างเคร่งครัด (Explicit Verification): ไม่ใช้แค่ Password อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องมีการยืนยันตัวตนหลายชั้น (Multi-Factor Authentication หรือ MFA) หรือแบบ Single Sign-On (SSO)

2. ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น (Least Privilege Access): พนักงานจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ทำงานเท่านั้น เช่น ฝ่ายการตลาดก็ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงระบบบัญชี หรือพนักงานทั่วไปก็ไม่ควรเข้าถึงฐานข้อมูลลูกค้าทั้งหมดได้ เพื่อลดความเสียหายหากบัญชีนั้นถูกแฮก

3. คิดไว้เสมอว่าโดนแฮกแล้ว (Assume Breach): วางระบบโดยสมมติว่ามีผู้บุกรุกเล็ดลอดเข้ามาในระบบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเข้ารหัส (Encryption) และมีการแบ่งโซนระบบออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้แฮกเกอร์เคลื่อนที่ไปแตะข้อมูลส่วนอื่นได้

Thumbnail Blog-4.jpg

ทำไมองค์กรยุคนี้ถึง "จำเป็น" ต้องเริ่มใช้ Zero Trust?

ถ้าคุณกำลังตั้งคำถามว่า “บริษัทเราจำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?”  ลองดูเหตุผลเหล่านี้:

-การทำงานแบบ Hybrid Work กลายเป็นเรื่องปกติ: เมื่อพนักงานไม่ได้นั่งรวมกันในออฟฟิศ การพึ่งพาแค่ระบบ VPN หรือ Password แบบเดิม ๆ กลายเป็นจุดอ่อนขนาดใหญ่ที่แฮกเกอร์ชื่นชอบ

-รับมือ Phishing ยุคใหม่: แฮกเกอร์ไม่ได้พยายามหลอกเอา Password ของคุณอย่างเดียวแล้ว แต่พวกเขาสามารถขโมย Session Cookies หรือหลอกให้เรากดอนุมัติการเข้าถึงได้ การมี Zero Trust จะช่วยบล็อกไม่ให้แฮกเกอร์นำข้อมูลที่หลุดไปใช้ต่อได้ง่าย ๆ

-ช่วยจำกัดความเสียหาย: หากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัย มีคอมพิวเตอร์พนักงานติดมัลแวร์ ระบบ Zero Trust จะกักบริเวณความเสียหายไว้จุดเดียว ไม่ปล่อยให้ปัญหาเล็ก ๆ ลุกลามจนระบบทั้งบริษัทต้องล่ม

สรุป: เปลี่ยนความคิด เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืน

ในโลกไซเบอร์ยุคปัจจุบัน คำว่า “Password ปลอดภัย” ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป การปรับมาใช้แนวคิด Zero Trust ไม่ใช่เรื่องของการไม่เชื่อใจพนักงาน แต่คือการสร้างเกราะป้องกันที่รัดกุมที่สุด เพื่อปกป้องทั้งตัวพนักงาน ข้อมูลของลูกค้า และอนาคตขององค์กรให้อยู่รอดได้อย่างปลอดภัยในยุคดิจิทัล